เสือใต้ ผูกขาด บาเยิร์น มิวนิค กลายเป็นมหาอำนาจของสโมสรโลกไปแล้ว

เสือใต้ ผูกขาด

เสือใต้ ผูกขาด บาเยิร์น มิวนิค กลายเป็นมหาอำนาจของสโมสรโลกไปแล้ว

เสือใต้ ผูกขาด ย้อนกลับไปเมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมา คาร์ลไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ประธานบอร์ดบริหารของ บาเยิร์น มิวนิค ออกมาเปิดเผย แบบไม่ต้องเม้มเลยว่า อยากได้ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ เสริมแนวรับจริง “เราจะจัดการเรื่องนี้แน่นอน ไม่ใช่แค่รายเดียวหรอก เราเฟ้นหาคนอื่นด้วย และรอดูว่าทำอะไรได้บ้าง” แค่หลุดประโยคนี้ ก็มั่นใจได้เลยว่า บาเยิร์น มิวนิค เอาจริง ไม่มีทางออมมือให้อีกหลายทีม

ซึ่งโฟกัสมายังปราการหลังฝรั่งเศส เช่นกัน จากนั้นต้นเดือน กุมภาพันธ์ รุมเมนิกเก้ ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำ เรื่องนี้อีกครั้ง ด้วยการยืนยันว่า อูปาเมกาโน่ ก็สนใจร่วมงาน กับเสือใต้เช่นเดียวกัน มันเป็นช่วงเวลาเหมาะสม เพื่อมาทดแทน ดาบิด อลาบา ซึ่งตีจากแน่ๆหลังหมดสัญญา และไม่เซ็นต่อขณะเดียวกัน ก็อ้างว่า บาเยิร์น มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น กับแอร์เบ ไลป์ซิก ต้นสังกัดนักเตะ รวมถึง รุมเมนิกเก้ เองก็รู้จักมักจี่ สร้างมิตรภาพกับ โอลิเวอร์ มินท์ชลาฟฟ์ ประธานบริหารอีกฝั่งอย่างดี

ประเด็นสำคัญโพล่งออกมาตรงๆเลยว่า สองสโมสรจาก พรีเมียร์ลีก คือ เชลซีกับลิเวอร์พูล ก็ติดต่อเข้ามาเช่นเดียวกัน พร้อมจะแย่งตัว ฟังดูแล้วเหมือนผิดมารยาท ที่นำข้อมูลของทีมอื่นมาเปิดเผย มันเป็นเรื่องไม่สมควรเลย เพราะ สองทีมดังกล่าว ไม่เคยเอาบาเยิร์นไปพาดพิง น้ำเสียงของ รุมเมนิกเก้ อาจจะเหมือนเกทับ บลัฟใส่คู่แข่งว่า ไม่ได้แอ้มหรอก เพราะเสือใต้มาเหนือชั้นกว่าเยอะ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกว่า

ไหนจะกลยุทธ์การเข้าหา อีกทั้ง อูปาเมกาโน่ ก็พร้อมย้ายมา ซัมเมอร์หน้าหลังจาก รุมเมนิกเก้ ให้ข้อมูลผ่านสื่อเรื่องนี้ แทบจะมั่นได้เลยว่า เซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติฝรั่งเศส ไม่มีทางหลุดมืออย่างแน่นอน แล้วเมื่อ 2 วัน ก่อนก็แถลงอย่างเป็นทางการ เซ็นสัญญา อูปาเมกาโน่ ร่วมทัพ ในฤดูกาลหน้าเรียบร้อย โดยมีใน เดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์หรือเรียกความน่าตื่นเต้นได้เลย

ตั้งแต่ บาเยิร์น รุกหาก็แทบจะแบเบอร์แล้ว ว่าต้องสมหวัง บรรดายักษ์ใหญ่จาก พรีเมียร์ลีก ต่างโยนผ้ายอมแพ้ ไม่ไปตอแยด้วย เพราะรู้เสียเปรียบ ทุกประตูเรื่องเงิน ค่าฉีกสัญญา 38 ล้านปอนด์ รวมทั้งค่าจ้าง ซึ่งน่าจะทะลุ 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอก แต่ลองถ้าบาเยิร์นประกาศศึก อยากได้ผู้เล่นในสโมสร บุนเดสลีกา ด้วยกัน มันก็ยากเหลือเกิน ที่จะเอาชนะพวกเขาได้

ปูมหลังบอกอยู่แล้วว่า หากอยู่ในเคสเช่นนี้จริง บาเยิร์น แทบไม่เคยทำเป้าหมายหลุดมือ ไปได้เลยมันอาจเป็นนโยบาย เป็นแผนการทำงาน เพื่อผูกขาดมหาอำนาจ ในลีกหรือจะอะไรก็แล้วแต่ เสือใต้ แสดงให้เห็นศักยภาพในเรื่องนี้ อย่างชัดเจนที่สุด แน่นอนการเตะตัดขาทีมร่วมลีก ด้วยการดึงแข้งสำคัญ มาอยู่กับตัวเองนั้น แฟนบอลทั้งประเทศ ต่างเหม็นขี้หน้ายักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรีย

บาเยิร์น มิวนิค กำลังทำให้ วงการลูกหนังเป็นธุรกิจแบบ ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก

มันเป็นการทำธุรกิจ ที่ดูเอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ได้มากเกินไป เข้าข่ายปลาใหญ่ กินปลาเล็ก นอกจากพวกสโมสรระดับกลางๆ ขึ้นไปถึงกลุ่มเป็น แคนดิเดต จะล้มเสือตัวนี้เพื่อ ก้าวสู่บัลลังก์แทนจะลำบากแล้ว ยังเป็นการส่งเสริม ให้แชมป์ยังคงอยู่ที่เดิม ปีแล้วปีเล่า แทบไม่มีวี่แววจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเลยจริงๆ บาเยิร์นใช้วิธีการฉุดนักเตะตัวเก่ง ของทีมร่วมลีกมานานแล้ว

ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้น หากจะย้อนไปแบบให้ฉายภาพชัด ตั้งแต่ทศวรรษ 80 แล้วด้วยซ้ำเจาะเวลา หาอดีตดูแล้ว เราจะเห็นว่า เนิร์นแบร์ก ทีมบ้านใกล้เรือนเคียง ตกเป็นเหยื่อรายแรกๆ ซึ่งช่วงดังกล่าว กำลังแรงขึ้นมา ด้วยขุมกำลังอันแข็งแกร่ง จากการปลุกปั้นด้วยตัวเอง หลังจากเริ่มเห็นอันตราย ของศัตรูใกล้ตัว

ปฏิบัติการ “ดูดแหลก” จึงเกิดขึ้น ผู้เล่นแกนหลักของ “แดร์คลุบ” เจอสอยเรียงตัว เป็นการทำให้ตัวเองแกร่งขึ้น และในอีกทางคือตัดกำลังคู่ต่อสู้ อ่อนแรงลงแข้งสำคัญของ เนิร์นแบร์กอย่าง นอร์เบิร์ต เอเดอร์ , ฮันส์ ดอร์ฟเนอร์ , สเตฟาน รอยเตอร์ หรือ โรลันด์ กราฮัมเมอร์ ล้วนแต่ตบเท้ากัน เข้าร่วมทัพบาเยิร์น ทั้งสิ้นในบางดีลสโมสรอาจไม่ต้องการ ปล่อยออกมา แต่ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของเสือใต้ เป็นเหมือนพลังดึงดูด ให้นักเตะต่างวิ่งเข้าหา

ใครก็อยากสวมยูนิฟอร์มของพวกเขาทั้งสิ้น ขัดขวางลำบากมาก นักเตะอาชีพทุกคนต่างก็อย่างมีเกียรติยศ ได้รับเหรียญรางวัล อันเป็นตัวแทน หรือประกาศนียบัตรบ่งบอกความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เนิร์นแบร์ก ที่เหมือนถูกข่มเหง รังแกฝ่ายเดียว ต้องถึงคราวอับจน หล่นไปอยู่ในลีกาสองด้วยซ้ำ กว่าจะกลับขึ้นมาได้ ก็ต้องปรับจูนใช้เวลา กันพอสมควร

พอมาทศวรรษที่ 90 คาร์ลสรูห์ ก็กลายเป็นเหยื่อรายที่สอง พวกเขาขึ้นมาจากลีกรอง และใช้ผู้เล่นดาวรุ่งพุ่งกระฉูด เขย่าวงการ ผลงานเป็นที่เลื่องลืออย่างมาก ชื่อของ มิชาเอล สแตร์นคอฟฟ์ , โอลิเวอร์ ครอยเซอร์ , เมห์เม็ต โชล และ โอลิเวอร์ คาห์น ล้วนแต่ตกอยู่ในโฟกัส แล้วทุกคนที่ว่ามานี้ล้วนแต่เซ็นสัญญากับ บาเยิร์น ได้ดิบได้ดีบ้าง หรือบางคนก็ล้มเหลว แตกต่างกันไป

จากนั้น คาร์ลสรูห์ มีชะตากรรมไม่ต่างจากเนิร์นแบร์ก นั่นคือเมื่อไร้ขุนพล ตัวกลั่นก็ค่อยๆถดถอยลงเรื่อยๆ รูดไปอยู่ท้ายตาราง แล้วก็ตกชั้นตามด้วยต้นยุค 2000 ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เป็นอีกทีมที่ต้องสังเวย นักเตะคนสำคัญ จากผลงานที่กำลังฮอตมาก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ปี 2002 พวกเขาที่กำลังพีกหักด่าน แมนฯยูไนเต็ด ในรอบรองชนะเลิศอย่างระทึก เข้าไปชิงดำ เรอัล มาดริด แล้วพ่ายอย่างน่าเจ็บใจ

ยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรีย ทำให้ทีมระดับกลางๆ ตกต่ำอย่างมากในกลยุทธเช่นนี้

หลังจากนั้นไม่นาน ดาวดังทั้งหลายก็ค่อยๆ โดนพี่เสือดูดไปทีละคน ไล่ตั้งแต่ มิชาเอล บัลลัค , เซ โรแบร์โต้ และ ลูซิโอเหยื่อรายต่อมามีชื่อว่าโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งก็โดนไม้ตายนี้เล่นงานจนคางเหลืองด้วยเช่นกันทั้ง มาริโอ เกิทเซ่ , โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ มัตส์ ฮุมเมิลส์ คือซูเปอร์สตาร์ที่เปลี่ยนสีเสื้อจากเหลืองมาเป็นแดง ก่อนจะช่วยให้ บาเยิร์น ไขว่คว้าความสำเร็จ

ในเวลาต่อมาแวร์เดอร์ เบรเมน ก็ต้องเสียแข้งหลักอย่าง วาเลเรียง อิสมาแอล , มิโรสลาฟ โคลเซ่ , ทิม โบรอฟสกี้ รวมถึง แซร์จ นาบรี้ต้องไม่ลืม ชาลเก้ 04 ที่แม้จะโดนในช่วงเวลาที่ห่างกันทั้ง โอลาฟ โธน , มานูเอล นอยเออร์ หรือ เลออน โกเร็ตซ์ก้า ก็โยกมาบาเยิร์นด้วยยังไม่นับฮอฟเฟ่นไฮม์ , สตุ๊ตการ์ทหรือโวล์ฟส์บวร์กซึ่งลิ้มรสมาแล้วเช่นกัน

ร่วม 50 ปีเข้าไปแล้วที่บาเยิร์น มิวนิคใช้กลยุทธเช่นนี้ แล้วได้ผลดีจนกลายเป็นเครื่องหมายการค้าไปเรียบร้อยนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมาเสือใต้ครองแชมป์บุนเดสลีกามาแล้ว 24 ครั้งด้วยกัน ลองคำนวณดูแล้วนี่คือปีเว้นปีเลยทีเดียวที่ประสบความสำเร็จในลีกในขณะเดียวกันยังคว้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 3 สมัย ไม่ใช่แค่โชว์ความเป็นใหญ่เฉพาะในประเทศเท่านั้นถามว่าบาเยิร์นผิดหรือเปล่า?

ตอบได้ทันทีเลยว่า “ไม่” มันเป็นเรื่องปกติในโลกของการแข่งขัน แม้บางครั้งจะต้องทนดูผู้ที่ด้อยกว่าตกระกำลำบากก็ตามในอีกมุมเราต้องชื่นชมการทำงานของผู้บริหาร ซึ่งร่วมกันนำทีมมาไกลถึงจุดนี้ได้ มันไม่ง่ายเลยที่จะสร้างมาได้อย่างมั่นคง ยืนหยัดรักษาความสำเร็จระยะยาวและเชื่อว่าน่าจะผงาดไปอีกนานเลยทีเดียว

อ่านข่าวฟุตบอล :: เรื่องฟุตบอลน่าสนใจ

ติดตาม Facebook fans page :: Extremesoccer89